เข้าสู่ห้องเรียน

เลือกห้องเรียน

กรุณาเลือกปีที่สมัครเรียนกับทางเทรนครู

Menu

การเรียนรู้ภาษาไทย ของเด็กพูดภาษายาวี

ชีวิตคนหากไม่มีความฝันย่อมแห้งแล้ง เหตุให้อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หลุดอมตะปรัชญาออกมาว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

 

“หนูอยากเป็นหมอค่ะ” สากีหม๊ะ เจ๊ะเล๊าะ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 52 (ชุมชนบ้านต้นไพ) เผยฝันของตนออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ

สากีหม๊ะเป็นหนึ่งในคนไทยเชื้อสายมลายู ใช้ภาษายาวีพูดจาในชีวิตประจำวัน แม้ในโรงเรียนจะเรียนรู้ด้วยภาษาไทย แต่เมื่อกลับบ้านตอนเย็น เธอก็พูดกับครอบครัวด้วยภาษายาวีเหมือนเดิม แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้

“หนูพูดภาษาไทยได้ เพราะหนูพยายามหัดพูดค่ะ”

วิธีการเรียนภาษาไทยของสากีหม๊ะ เธอย้อนอดีตว่า เธอฝึกหัดจากเพื่อนที่เป็นชาวไทยพุทธมาตั้งแต่เข้าเรียน พออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ครูก็สอนให้ท่องสระ พยัญชนะ การสะกดคำ ความหมายของคำในภาษาไทย และหัดเรียงประโยคสั้นๆง่ายๆเป็นต้นว่า “ฉันหิวข้าว” หรือ “พ่อแม่รักฉัน” หรือ “บ้านฉันอยู่ใกล้โรงเรียน”

การหัดพูดภาษาไทย “หนูว่าไม่นานก็พูดได้ ถ้าเราตั้งใจ”

อุปสรรคของการเรียนรู้ภาษาไทยเธอบอกว่า บางครั้งพูดออกมาไม่ชัดเจนก็อายเพื่อน “แต่ถ้าเราพยายามแก้ไข ปรับปรุง เราก็จะพูดได้ชัดเจนขึ้น”

เมื่อถามว่าเมื่อเรียนแล้ว ประโยชน์ของการรู้ภาษาไทยมีอะไรบ้าง เธอบอกว่า “สมมติว่าเราไปภาคอื่นๆเราต้องพูดภาษาไทย ถ้าเราพูดภาษาไทยไม่ได้เราก็จะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง”

และประการสำคัญ การเรียนรู้ในชั้นสูงๆขึ้นไป จำเป็นต้องใช้ภาษาไทยสื่อความหมาย หากไม่ฝึกฝนเรียนรู้พื้นฐานไว้ให้ดีเสียก่อน โอกาสที่จะพัฒนาชีวิตด้วยการศึกษาก็จะพลอยยากไปด้วย

เด็กหญิงมาริสา บอรอซู นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเดียวกันบอกว่า ฝึกเรียนรู้ภาษาไทยมาตั้งแต่ระดับอนุบาล โดยมีแม่คอยส่งเสริมให้พูด “อย่างเราอยู่บ้าน แม่จะถามว่า หิวข้าวไหม แม่พยายามพูดเป็นภาษาไทย ประมาณหนูอายุ 4-5 ขวบ ก็พูดภาษาไทยได้ ปัญหาการพูดบางทีก็พูดทองแดงนิดหนึ่ง ก็อายเขาบ้างเหมือนกัน แต่ก็พยายามพูดให้ได้ เพราะเราไปเจอคนถิ่นอื่นๆ หากพูดภาษาไทยไม่ได้เราก็จะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง”

ส่วนเรื่องการเขียนเธอบอกว่า เขียนภาษาไทยเป็นคำๆได้ตั้งแต่อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ครูให้การบ้านภาษาไทยไปก็พยายามทำ หัดอ่าน หัดเขียน ไม่นานก็อ่านออกเขียนได้

เส้นทางฝันของเธอคือ อยากเป็นครู “หนูอยากทำงาน อยากเป็นครูจะได้ช่วยพ่อแม่ ช่วยน้องๆได้เรียนหนังสือ ตอนนี้พ่อมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ส่วนแม่กำลังตั้งท้องออกไปทำงานไม่ได้ หากออกไปทำงาน แม่ก็จะเหนื่อยง่าย”

เรื่องนี้คุณครูอรพินท์ แสนรักษ์ ครูโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 52 (ชุมชนบ้านต้นไพ) จังหวัดปัตตานี ผู้สอนภาษาไทย บอกถึงพื้นฐานตัวเองก่อนว่า ที่บ้านแม้จะเป็นชาวไทยเชื้อสายมลายู แต่ที่บ้านพูดภาษาไทยได้ เพราะพ่อเป็นครู พ่อหัดให้พูดภาษาไทยมาตั้งแต่เด็กๆ

“ตอนเด็กๆเคยตามพ่อไปโรงเรียน เห็นพ่อสอนเด็กๆให้พูดภาษาไทย เรามองเห็นมาตั้งแต่เด็กๆว่า คนแถวบ้านมีปัญหาเรื่องการพูดภาษาไทย ทำให้เขาพลาดโอกาสดีๆ สิ่งเหล่านี้เราเห็นสั่งสมมาตั้งแต่เด็กๆ”

ตอนแรกๆ “เรารู้สึกว่า ถ้าเราสามารถสื่อสารด้วยภาษาไทยได้ ชีวิตของเราน่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ คนในหมู่บ้านเอาเข้าจริงก็แทบจะพูดภาษาไทยกันไม่ได้เลย เราก็คิดว่าเราจะทำอย่างไรให้เด็กๆรุ่นใหม่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ได้พัฒนาชีวิตได้ และเห็นว่าเรื่องภาษาเป็นเรื่องสำคัญ”

การสอนให้เด็กๆฝึกเรียนรู้ภาษาไทย ทำอย่างไรนั้น ครูอรพินท์ บอกว่า “มีความจริงอยู่ว่า เด็กบางคนแม้จะอยู่ในระดับมัธยมก็ยังพูดภาษาไทยไม่ได้ และไม่อยากเรียน”

ดังนั้น การแก้ปัญหาก็คือ “สิ่งแรกเราต้องเป็นแบบที่ดี เราต้องพูดกับเด็กให้ชัดเจน และฝึกให้เขาพูด เมื่ออยู่กับครูภาษาไทยต้องพูดภาษาไทยเท่านั้น ต้องทำให้เด็กรู้สึกว่า เมื่อเจอครูในโรงเรียนต้องพูดภาษาไทย และชี้ให้เห็นความจำเป็นว่า เราต้องสื่อสารกับคนภายนอก”

การเรียนการสอนในห้อง “เราต้องให้มีบทบาทสมมติ อาจจะเป็นการแสดงละครง่ายๆ หรือสร้างเหตุการณ์สมมติขึ้นมาเพื่อให้เด็กได้ใช้ภาษา เราต้องให้เขาแสดงออกโดยใช้ภาษาไทยบ่อยๆ เมื่อเขาได้พูด ได้แสดงออกครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองครั้งที่สามเขาจะมั่นใจ และสนุกกับการใช้ภาษา”

แน่นอนว่าการเรียนพูดเป็นด่านแรกของการเรียนรู้ภาษา ถ้าจะสื่อสารได้จำเป็นต้องมีทักษะ ทักษะนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องหมั่นฝึกฝน หมั่นพูดบ่อยๆค่อยๆสั่งสมคำ เข้าใจความหมาย ใช้คำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่นานก็สามารถสื่อสารได้ คุณครูต้องช่วยกัน อย่างที่โรงเรียนก็มีคุณครูหลายคนช่วยกัน อย่างคุณครู ซูมัยยะห์ สาและ เป็นต้น

เรื่องการเขียน ครูอรพินท์บอกว่า เด็กๆมักมีปัญหาเรื่องความหมาย “เขาไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่เขียนเป็นประโยค ดังนั้นเพื่อให้เด็กเข้าใจความหมายที่แท้จริง เราก็ต้องสอนบูรณาการไปกับภาษาถิ่นด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นคำในภาษาไทยอย่างนี้ ในภาษามลายูเรียกอะไร เวลาสอนเราเน้นไปที่ให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน นานๆไปเด็กๆ ก็จะได้คลังคำเข้ามาเยอะเอง”

ครูอรพินท์บอกว่า แม้จะเป็นคำพื้นๆ แต่เมื่อให้เด็กนักเรียนฝึกเขียนบ่อยๆ หัดแต่งประโยคง่ายๆบ่อยๆเด็กก็จะเข้าใจความหมายของถ้อยคำ จากนั้นค่อยฝึกให้เขียนเป็นเรื่อง อาจเป็นเรื่องใกล้ๆตัวเด็กไม่ว่าจะเป็นเรื่องบ้าน เรื่องโรงเรียน เรื่องสัตว์เลี้ยง ถ้าเด็กเรียบเรียงเรื่องราวออกมาได้ ไม่นานก็จะเข้าใจภาษาไทยได้เป็นอย่างดี

นอกจากการสอนร้อยแก้วแล้ว ยังสอนบทร้อยกรองอีกด้วย

บทร้อยกรองเริ่มจากคำประพันธ์ง่ายๆ อย่างกลอนสี่ แต่ละวรรคมี 4 คำ ให้เด็กๆลองหัดหาคำสัมผัส คิดเรื่อง แล้วร้อยเรียงออกมาง่ายๆ เช่น “ไก่แจ้บ้านฉัน มันตื่นตีสี่ มันขันเสียงดี ถ้าตีมีเฮ…” หรือจะเป็นบรรยายดอกไม้เช่น “ดอกไม้สีขาว เหมือนดาวยามค่ำ สวยงามเลิศล้ำ ร่ายรำสายลม” พัฒนาขึ้นจากกลอนสี่ก็มาแต่งกลอนแปด อย่างผลงานของ สากีหม๊ะเขียนว่า “เธอคนนั้นมีนามว่าจงกิ เขานั้นสิมาจากเมืองเกาหลี โด่งดังงดงามทั้งปฐพี ไม่เคยมีผู้ใดเหมือนเขาเลย…”

ผลงานของ สากีหม๊ะ เจ๊ะเล๊าะ ร้อยเรียงขึ้นมาอย่างง่ายๆ แต่สะท้อน “นัย” ให้เราเห็นอะไรหลายอย่าง โดดเด่นที่สุดก็คือ “ติ่งเกาหลี” แพร่เข้าไปทุกภาคของประเทศไทย แม้จะเป็นจังหวัดปัตตานีและจังหวัดอื่นๆที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบอยู่เนืองๆก็ตาม

ครูอรพินท์บอกว่า “การฝึกเขียนบทร้อยกรองก็เช่นเดียวกัน ต้องฝึกเรื่อยๆใช้คำง่ายๆเริ่มจากยกบทกลอนเพราะๆ มีสัมผัสนอกสัมผัสในมาให้เขาดูเป็นตัวอย่าง ให้เขาใช้คำในภาษายาวีแทรกเข้าไปได้ก็จะทำให้เขาสนุกสนานมากขึ้น” สำหรับการเรียนรู้ภาษาไทยของเด็กๆที่บ้านพูดภาษาอื่น ครูอรพินท์นำประสบการณ์มาบอกกล่าวเพื่อนๆ ครูว่า “ควรเริ่มจากการพูด ครูต้องใช้ภาษาไทยให้มากๆ ธรรมชาติของเด็กเขาอยากเรียนรู้อยู่แล้ว เด็กจะพัฒนาได้เอง”

แม้จะเป็นชาวไทยเชื้อสายมลายู แต่เมื่อเป็นข้าราชการและสอนภาษาไทยให้เด็กๆ ในเรื่องของความหวาดหวั่นใจในความปลอดภัยนั้น ครูบอกว่าก็กลัวเหมือนกัน

แต่เมื่อคิดว่า “เราต้องการให้แสงสว่างทางปัญญากับเด็กๆ ให้เด็กได้เรียนรู้ ได้พัฒนาตัวเอง ได้รู้จักโลกกว้าง บางทีเราท้อ แต่เมื่อเห็นแววตาซื่อใสของเด็กๆ เราก็มีกำลังใจที่จะช่วยเขา” ครูอรพินท์ยืนยัน.

 

ขอบคุณข้อมูล ไทยรัฐ

อ่านแล้ว 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


กลับสู่ด้านบน
Scroll To Top