เข้าสู่ห้องเรียน

เลือกห้องเรียน

กรุณาเลือกปีที่สมัครเรียนกับทางเทรนครู

Menu

การเล่าเรื่องการเมืองยุคใหม่ให้น่าสนใจ

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่นับวัน การเมืองบ้านจะร้อนแรงขึ้นทุกขณะจิต และกลายเป็นเรื่องราวที่เข้าใจยากจนผู้ใหญ่อย่างเราเองยังอยากที่จะเข้าใจ แต่การเมืองก็เป็นเรื่องสำคัญต่อสังคมถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน นั้นหมายว่า คุณครูจะต้องอธิบายนักเรียนถึงเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน
“การเมือง ไม่ใช่เรื่องของนักการเมือง หรือการเลือกตั้ง แต่เป็นการจัดสรรทรัพยากรให้ทุกคน”
ตัวอย่างการสอนเรื่องการเมือง จาก The Potential
กิจกกรรมประชาธิปไตยในกระป๋องมันฝรั่ง โดย ภาคิน นิมมานนรวงศ์ คุณครูวิชาสังคมศึกษา ม.4 กับ ม.5 โรงเรียนกำเนิดวิทย์
“ประชาธิปไตยจะต้องไม่ใช่วิชาที่ว่าด้วย ‘สิทธิเสรีภาพ’ เพราะมันจำกัดไปหน่อยและทำให้เราเข้าใจมันอย่างผิวเผิน คาบแรกที่ผมสอนจะพยายามทำให้เด็กเข้าใจว่าการเมืองหมายถึงอะไร และการเมืองไม่ใช่แค่สิ่งที่เกิดขึ้นในสภา หรือมีนักการเมือง”
แต่การเมืองคือการรวบรวมและจัดสรรทรัพยากร ด้วยการเริ่มต้นที่ ‘มันฝรั่ง’
“คาบแรก ผมเอามันฝรั่งพริงเกิลส์ไปให้เด็กๆ แจก ให้ช่วยกันคิดว่าจะแจกยังไง แจกให้เท่าๆ กันไหม หรือแจกตามความต้องการ แล้วให้คนเดียวแจกหรือหลายคนแจก ผมลองให้เด็กจินตนาการ โดยให้นึกถึงโลกที่เราอยากได้อะไรก็ได้ แต่ในโลกแบบนั้นอะไรที่หายไปแน่ๆ”
คำตอบกลับมาหลายอย่าง แต่เสียงส่วนใหญ่บอกว่าที่หายไปแน่ๆ คือ การเมืองการปกครอง “ในโลกที่เราได้อะไรก็ได้ทุกอย่าง มันไม่มีเหตุผลที่เราอยากจะไปอยู่ใต้การปกครองของใคร แต่ในความเป็นจริง โลกต้องมีการเมืองการปกครอง เพราะโลกมีทรัพยากรจำกัด แล้วการเมืองการปกครองแต่ละรูปแบบคืออะไร ก็คือวิธีการที่แต่ละสังคมจะเอาทรัพยากรจำกัดนั้นมา แต่เอามาจากไหน และเอาไปใช้ทำอะไร”
เพื่อให้ง่ายขึ้น ครูภาคินจึงสมมุติให้ทรัพยากรที่ว่านั้นคือเงิน และโยนให้เด็กๆ ช่วยกันคิดว่าถ้าห้องเรียนนี้ต้องการเงิน คำถามแรกคือแล้วจะเอาเงินมาจากไหน และจะจัดสรรอย่างไรเป็นคำถามถัดมา “ทุกคนก็บอกว่าเงินเอามาจากเพื่อน แล้วเอาไปใช้ทำอะไร บางคนบอกเอาไปจีบสาว บางคนก็บอกว่าแบ่งออกไปใช้หน่อยนึง อีก 50 เปอร์เซ็นต์เก็บเอาไว้แล้วกัน พอเห็นภาพนี้ก็จะรู้ว่าการที่เราให้สิทธิใครบางคนตัดสินใจว่าจะเอาทรัพยากรมาจากไหน หรือเอาไปใช้ทำอะไร-เพียงคนเดียว สุดท้ายก็มักเอาไปใช้ทำอะไรเพื่อตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อคนอื่น”
 
อาศัยความเข้าใจนี้ครูภาคินเลยอธิบายต่อว่า สิ่งนี้ก็คล้ายๆ กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย นั่นหมายถึง รูปแบบการเก็บและจัดสรรทรัพยากรในกลุ่มคนที่มีพื้นเพแตกต่าง มีผลประโยชน์หลากหลาย เช่นนั้นแล้วระบอบการเมืองแบบไหนที่มีปัญหา?คำตอบก็คือ เมืองที่มีการจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม
สเต็ปต่อมาคือ นำความไม่แฟร์ที่เด็กๆ เข้าใจ โยงสู่เรื่องใหญ่ๆ อย่างงบประมาณของประเทศ
“ว่ามันไปอยู่ที่กระทรวงหรือจังหวัดไหนมากที่สุด เด็กๆ จะเห็นภาพว่าอ๋อ… ระบบการเมืองที่ดีกับไม่ดี มันต่างกันแบบนี้ ระบบการเมืองที่ดี มันเปิดโอกาสให้พลเมืองต่างๆ ในสังคมซึ่งมีผลประโยชน์ต่างกัน มีโอกาสถกเถียงกันว่าจะเอาทรัพยากรที่จำกัดไปทำอะไรในแต่ละพื้นที่ที่มีความต้องการต่างกัน ส่วนระบบการเมืองที่ไม่ดีคือระบบที่อำนาจการตัดสินใจไปกระจุกตัวอยู่ที่คนบางคน บางกลุ่ม ซึ่งมีผลประโยชน์เหมือนกันหมด”
 
ครูภาคิน ชี้ว่าพอเด็กเห็นอย่างนี้ เด็กจะเข้าใจได้เองว่า หัวใจหลักของประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่คือเรื่องจัดสรรทรัพยากรต่างหาก
 
เราไม่ได้เก่งแบบนี้ด้วยตัวเราเอง
ในแต่ละคาบ ครูภาคินทำหน้าที่ตั้งแต่สร้างบรรยากาศ ชักชวนเด็กๆ เข้าสู่ประเด็น ด้วยการชวนคิด ชวนตั้งคำถาม แต่ภารกิจหลักคือ ‘โชว์ข้อมูล’
 
ความที่เด็กๆ ในโรงเรียนกำเนิดวิทย์ถูกคัดเลือกผ่านการสอบที่มีการแข่งขันกันสูง พื้นฐานครอบครัวใกล้เคียงกัน ครูภาคินเลยต้อนรับนักเรียน ม.4 เทอม 1 วันแรกด้วย ‘ข้อมูลส่วนตัว’
 
“ผมไปนั่งทำข้อมูลแบ็คกราวด์ของเด็กทุกคนว่า พ่อแม่ทำอาชีพอะไร ได้เงินเดือนเท่าไหร่ มาจากโรงเรียนอะไรไหน จังหวัดอะไรบ้าง พอถึงคาบเรียน ก็เริ่มด้วยการถามเด็กๆ ว่า ทำไมถึงมาเรียนที่นี่ คาดหวังหรือมีเป้าหมายอย่างไร แต่รู้หรือเปล่าว่าคุณมีอะไรเหมือนกัน แล้วก็ให้จับกลุ่มกันเขียน”
 
คำตอบมีหลากหลายตั้งแต่ ชอบเกาหลีเหมือนกัน พูดภาษาอังกฤษเก่งเหมือนกัน และ เรียนเก่งเหมือนกัน
แต่ครูภาคินกลับเฉลยว่า “จริงๆ แล้วมีอีกอย่างหนึ่งที่พวกคุณเหมือนกัน แต่ไม่เคยสังเกต คือ…” ว่าแล้วครูภาคินก็เปิดข้อมูลแบ็คกราวด์ของแต่ละคนและนำเสนอในรูปแบบสถิติ
 
“พวกคุณมาจากโรงเรียนเพียงไม่กี่จังหวัดในประเทศ อันดับ 1 คือกรุงเทพฯ อันดับ 2 คือ สงขลา และโชว์คะแนนโอเน็ตของแต่ละจังหวัด ให้เด็กเห็นความเชื่อมโยงว่ามันมีความสอดคล้องกันอย่างไร รวมทั้งเอาจำนวนโรงเรียนพิเศษในจังหวัดต่างๆ มาให้ดูประกอบ”
 
ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การแสดงให้เห็นวุฒิการศึกษาของผู้ปกครอง (โดยไม่ได้เปิดเผยรายชื่อ) เพื่อให้เด็กๆ เห็นว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของพ่อแม่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา แล้วครูภาคินก็นำไปเปรียบเทียบกับสถิติเด็กๆ ที่มาจากครอบครัวยากจนว่ามีโอกาสเรียนต่อมหาวิทยาลัยเพียง 5 เปอร์เซ็นต์
 
“แล้วก็เอารายได้เฉลี่ยประชากรไทยมาให้ดูแล้วถามเด็กๆ ว่าพวกคุณอยู่ตรงไหน ปรากฏว่าอยู่เลยค่าเฉลี่ยไปไกลมาก ติดท็อปเท็นเลยด้วยซ้ำ”
 
เมื่อเด็กๆ ได้รับคำตอบว่า “เรามีพื้นฐานครอบครัวและเศรษฐกิจ ‘ดี’ เหมือนกัน” ครูภาคินจึงถามต่อว่า
“แล้วที่คุณตอบตอนแรกว่าพวกคุณเก่งเหมือนกัน ถามว่าความเก่งที่คุณมี เป็นความเก่งด้วยตัวคุณเองล้วนๆ หรือเปล่า ลองจินตนาการว่าถ้าคุณไม่ได้อยู่ในครอบครัวของคุณ แต่ไปอยู่ในครอบครัวเด็กที่มีโอกาสต่อมหา’ลัย 5 เปอร์เซ็นต์ คุณจะเห็นความสัมพันธ์บางอย่าง มันอาจไม่ใช่เรื่องความสามารถส่วนบุคคลอย่างเดียว แต่มีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้คุณก้าวไปได้ไกลกว่าคนอื่น”
 
ท้ายชั่วโมงครูภาคินสรุปโดยชวนเด็กๆ ตั้งคำถามว่า ถัดจากความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ อย่างน้อยที่สุดเพราะพวกคุณมีเงินทุน หรืออยู่ในบริบททางสังคมซึ่งเอื้อให้ความสนใจด้านวิทยาศาสตร์โดดเด่นและไปได้ไกลกว่าเด็กคนอื่นหรือไม่ ผ่านโรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนพิเศษ และมีทรัพยากรที่ดีกว่า
 
“คนอื่นสอบไม่ติด อาจไม่ใช่เพราะเขาไม่เก่ง แต่อาจเป็นเพราะแบ็คกราวด์และเงื่อนไขที่ต่างกัน ดังนั้นคำพูดที่ว่าความเก่ง ความโง่ เป็นเรื่องส่วนบุคคล ก็อาจจะไม่จริง”
 
การเมืองไม่ใช่แค่เลือกตั้ง
 
ทั้งเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกันและแบ็คกราวด์ของนักเรียนแต่ละคนที่ต่างกัน นำไปสู่ ‘ประชาธิปไตย’ อย่างไร
“นำไปสู่การทำความเข้าใจสังคม และทำความเข้าใจคนอื่นอย่างใจเย็น” ครูภาคินตอบ ก่อนจะขยายความต่อว่า ปัญหาหลายอย่างในสังคมจำเป็นต้องใจเย็น และคิดกับมันว่า มีเงื่อนไขเชิงโครงสร้างบางอย่างที่ทำให้สังคมมีหน้าตาแบบนี้
“เช่น การศึกษา เราคิดว่า คนต่างจังหวัดไม่มีการศึกษา เมื่อไม่มีการศึกษาก็โง่ เมื่อโง่ก็ไม่สามารถตัดสินใจที่ดีได้ เมื่อไม่สามารถตัดสินใจที่ดีได้ก็ไม่ควรให้เขาตัดสินใจ และควรให้คนมีความรู้เป็นผู้ตัดสินใจ และสุดท้ายแล้วคนไม่ต้องเท่ากันก็ได้นี่หว่า ทุกอย่างมันเริ่มต้นจากตรงนั้น”
 
ความตั้งใจของครูภาคิน คือ การจะเข้าใจเรื่องใหญ่ได้ เด็กๆ ต้องเริ่มจากการเข้าใจเรื่องเล็กที่สุดก่อน
“อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ มันมีปัจจัยหลายอย่างที่ผลักคนคนนั้นให้ไปได้มากกว่าคนอื่น ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายปัจจัยที่เหนี่ยวรั้งคนคนนั้นไม่ให้ไปได้ไกล ทั้งๆ ที่เขาพยายามมากกว่าอีกหลายๆ คน”
 
สุดท้าย ธงการสอนของคุณครูภาคินสรุปได้ 3 อย่าง
หนึ่ง – ระยะสั้น อยากให้เด็กๆ รู้ว่าพวกเขามาอยู่ตรงนี้ได้เพราะเขามีโอกาสที่ดีกว่าคนอื่นๆ ยอมรับก่อนว่าความเก่งหรือไม่เก่งอาจไม่ได้มาจากความสามารถส่วนตัวล้วนๆ แต่มาจากเหตุผลอื่นๆ ด้วย สิ่งที่คิดว่าเป็นตัวเรา มันไม่ใช่เรื่องของตัวเราเท่านั้น
สอง – เมื่อเข้าใจตัวเองมากขึ้นก็เข้าใจคนอื่นมากขึ้น เมื่อเข้าใจคนอื่นมากขึ้น จะตัดสินคนอื่นน้อยลง
“คนเรียนจะเห็นเลือดเนื้อ เห็นเรื่องเล่า เห็นคนอื่น เมื่อเด็กๆ ไม่ได้เห็นแต่ตัวเอง มันถึงจะไปไกล”
สาม – อยากให้มีเด็กๆ มี political literacy หรือความเข้าใจการเมืองว่าจริงๆ การเมืองไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่พยายามบอกเรา แต่การเมืองเป็นเรื่องของเรา เป็นเรื่องปากท้อง ทรัพยากร ไมใช่แค่เรื่องสภา หรือคอร์รัปชัน แต่ยังคือการที่คนมาเถียงกันเรื่องผลประโยชน์ด้วย
“เวลาคุณอยู่ในสังคมแบบนี้ คุณจำเป็นต้องรู้เท่าทัน ถ้ารู้ไม่เท่าทันตัวคุณเองอาจเสียผลประโยชน์ สุดท้ายการเลือกตั้งเป็นเพียงหนึ่งในกระบวนการแก้ปัญหาการจัดสรรทรัพยากร ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง”
.
ขอบคุณข้อมูลจาก : www.thepotential.org

อ่านแล้ว 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


กลับสู่ด้านบน
Scroll To Top