เข้าสู่ห้องเรียน

เลือกห้องเรียน

กรุณาเลือกปีที่สมัครเรียนกับทางเทรนครู

Menu

ผู้บริหาร LEARNCORPORATION แนะใช้การศึกษาแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

สุธี อัสววิมล (พี่โหน่ง) กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด องค์กรด้านการศึกษาชั้นนำของไทย องค์กรแห่งการสร้างโอกาสและนวัตกรรมการเรียนรู้สู่ทุกช่วงชีวิตอย่างยั่งยืน ผู้ทำงานด้านนวัตกรรมการศึกษามานานกว่า 15 ปี อาทิ Blended Learning solution เพื่อครูและนักเรียน เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด, สถาบันอบรมพัฒนาครู เทรนครูฯ, ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันช่วยนักเรียนเตรียมตัวสอบ TCASter ฯลฯ

จากสิ่งที่ผมได้เจอตลอดที่ผมทำงานด้านการศึกษามา ผมมองว่า “สิ่งที่เป็นปัญหาเร่งด่วนในตอนนี้ คือ ประเทศเรามีปัญหาเรื่องสังคมและเศรษฐกิจค่อนข้างหนัก ดังนั้น เราควรใช้การศึกษาให้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมไปเลย ซึ่งก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่จะมองว่า ผลผลิตของการศึกษานัั้น มักจะเป็นเรื่องที่มองไม่เห็นในระยะสั้น แต่ถ้าหากว่าเราเปลี่ยนมุมมองในการบริหารจัดการใหม่ และนำเอาเรื่องเทคโนโลยีที่เหมาะสม เอาศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลมาใช้ เพื่อวางกลยุทธ์ จะทำให้การศึกษาสามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจ และสังคม แม้ในระยะสั้นได้ทันที”

ขอยกตัวอย่างสัก 1-2 ตัวอย่าง ตัวอย่างแรก “เรื่องการดูแลเด็กตั้งแต่แรกปฏิสนธิจนถึงช่วงก่อนเข้าเรียน ก็จัดให้มีการทำทะเบียนแม่ตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์กับโรงพยาบาล จัดให้มีการอบรมการดูแลครรภ์และการเลี้ยงดูลูกแรกคลอดทันที พร้อมกับให้เงินอุดหนุนแม่ที่ตั้งครรภ์ทันที หลังจากนั้นก็ใช้กลไกการตรวจครรภ์ ที่คุณแม่ต้องมาหาคุณหมอในทุกๆ เดือนให้เป็นจุดที่คอยติดตามความคืบหน้าจนถึงหลังคลอดในช่วงให้วัคซีนทารก เราก็ยังติดตามได้ตลอด โดยที่ทางรัฐไม่ได้เพิ่มต้นทุนในการดำเนินการมากมายนัก แถมยังสามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนกับคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ทุกคนอีกด้วย ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลแม่และทารก ฯลฯ ทารกแรกคลอดที่เกิดมาก็จะอยู่ในระบบทะเบียนเด็กแรกคลอด เพื่อใช้ในการเฝ้าติดตามพัฒนาการของทารกได้ทันที”

ปัญหาเรื่องอาชีวะอีกอย่าง “อยากให้ส่งเสริมให้มีศูนย์ฝึกอบรมและรับเข้าทำงานในแต่ละนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมา โดยรัฐสนับสนุนให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานในนิคมฯ ร่วมกันดูแล จากนั้น ให้ทำการสำรวจความต้องการแรงงานใหม่ ของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานโดยรอบนิคมฯ เพื่อใช้วิเคราะห์เบื้องต้นใช้เป็นตัวเลขคาดการณ์แรงงานที่ตลาดต้องการให้มีการผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบ ทำ Pull model กลับไปยังสถานศึกษาทางอาชีวะ หรือแม้กระทั่งสายสามัญที่เด็กตัดสินใจเปลี่ยนมาทางสายอาชีพ การเรียน และทักษะพื้นฐาน โรงเรียนอาชีวะเป็นคนดูแลเหมือนเดิม แต่การฝึกงานให้มาทำที่นิคมอุตสาหกรรมไปเลย โดยสามารถบรรจุเข้าฝึกงานในโรงงานได้ด้วย เครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือในการฝึกงาน ทำงาน รัฐบาลร่วมสนับสนุน รวมถึงการใช้กลไกทางภาษีเข้าช่วย ในด้านการฝึกอบรมและทำงานได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน อีกทั้งเป็นการลดภาระโรงเรียนอาชีวะในเรื่องนี้ระยะยาว ส่วนตำแหน่งงานที่ไม่มีความต้องการในการรับเข้าทำงาน สถานศึกษาอาชีวะ ก็จะรู้โดยธรรมชาติว่า จำเป็นต้องปิดตัวลง เพราะสอนไป เด็กๆ ก็ไม่มีงานทำ แต่สายงานใหม่ๆ ที่เป็นที่ต้องการก็จะทำให้ทราบทันทีว่า จำเป็นต้องเปิดให้มีการเรียนการสอนในแผนกใหม่ๆ ขึ้นมา ความประพฤติและระเบียบวินัยของเด็กๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณารับเข้าทำงาน และฐานข้อมูลความต้องการด้านแรงงานฝีมือ ก็สามารถทยอยรวบรวมผ่านระบบนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม จนถึงขั้นขยายผลออกไปสู่ตลาดแรงงานนอกนิคมฯได้ด้วย”

ตัวอย่างทั้งสองที่ยกขึ้นมานั้นเป็นแนวคิดที่ต้งการแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจพร้อมกันไป กรณีของการดูแลแม่ตั้งครรภ์นั้นเป็นรากฐานของการพัฒนาเด็กปฐมวัย และการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับครอบครัวไปในตัว ซึ่งการที่เรามาเน้นหนักที่เด็กเล็ก และการให้การเรียนรู้แก่แม่นั้น ส่งผลโดยตรงต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์อย่างมาก ไปพร้อมกับการแก้ปัญหาสังคมไปในตัว ส่วนเรื่องอาชีวะนั้น เราเน้นลงไปที่ทำให้คนได้งาน ไปควบคู่กับการจัดโครงสร้างอาชีพ และช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการไปในตัว การศึกษา หากเล็งเป้าไปที่การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างตรงประเด็น จะทำให้ตัวการศึกษาเองไม่ใช่ตัวปัญหาอีกต่อไป.

อ่านแล้ว 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


กลับสู่ด้านบน
Scroll To Top