เข้าสู่ห้องเรียน

เลือกห้องเรียน

กรุณาเลือกปีที่สมัครเรียนกับทางเทรนครู

Menu

ฝากลูกเข้า รร.ดี เด่น ดัง ปฏิกิริยาเร่ง(มะเร็งร้าย)สู่ตัวลูก…?

      ผมตัดสินใจอยู่นานที่จะเขียนบทความนี้ เกรงจะขัดความรู้สึกหรือฝืนใจผู้อ่านและสังคมส่วนใหญ่ แต่ด้วยความเป็นครู นักวิชาการ และผู้บริหารการศึกษา ซึ่งคลุกคลี ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และตีแผ่การศึกษาไทยมากว่า 20 ปี เห็นว่าระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยมันตัดไม่ออกเสียเลยทีเดียว เคยชินกับวิธีการดังกล่าวทุกหย่อมหญ้า  คิดว่าเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องปกติ ใคร ๆ ก็ทำกัน  จึงมิใช่เรื่องแปลก หากเพียงตัวผู้เขียนเองยังไม่เคยใช้วิธี “การฝาก” สำหรับตนเองและครอบครัว ลูกหลานผมทุกคนไม่เคยฝากเข้าเรียน หรือฝากเข้าทำงาน ตัวผมเองและลูก ๆ หลาน ๆ ให้ผ่านกระบวนคัดเลือกปกติเท่านั้น ตอนลูกผมเล็ก ๆผมย้อนศรไม่เอาลูกเข้าโรงเรียนในเมือง ย้อนไปเรียนนอกเมือง 10 กม. ที่ชอบโรงเรียนนี้เพราะมีพื้นที่ให้ลูก ๆ ผมวิ่งเล่นเยอะ สถานที่กว้างขวาง สะอาดมีพื้นที่สีเขียวมาก ชอบประเด็นเหล่านี้จริง ๆ ในส่วนวิธีการเรียนรู้ ผมจะเติมเต็มให้ลูกเองบ้างในบางโอกาส ในส่วนสถานศึกษาระดับมัธยมเมื่อลูกโตขึ้นให้เขาตัดสินใจ และเลือกสอบเข้าเรียนเอง เพราะผมมองผลเสียหรือด้านลบและปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมากับลูกหลานเรามากกว่า หากตัดสินใจแทนลูกหรือฝากลูก เข้าโรงเรียนดี เด่น ดังต่าง ๆ เหล่านั้น

      เด็กไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบเรียนรู้อยู่แล้ว เพราะครอบครัว พ่อแม่ ไม่เข้าใจอาจโชคร้าย มาเจอโรงเรียนยุค 4.0 ชอบเด็กดี เด็กเก่ง ด้านใดด้านหนึ่ง คัดเด็กห้องพิเศษเข้าเรียนโรงเรียนดี เด่น ดัง แทบจะประคบประหงมอย่างดีเพราะสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน แต่ปฏิเสธนักเรียนอีกหลายคนที่ไม่สามารถเข้าเรียนได้ เพราะขาดโอกาส และความพร้อมที่จะเรียน ทำให้นักเรียนที่ถูกคัดออกค้นหาตนเองไม่เจอ  พากันโดดเรียน หนีเรียน  แว้นมอเตอร์ไซค์กันให้ผู้ปกครองและสังคมปวดหัวทุกวี่วัน

      จริง ๆ แล้วเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้โง่ แต่เขาไม่พร้อมที่จะเรียนเท่านั้นเอง ด้วยเหตุผลปัญหาชีวิต สังคม และหลากหลายประการ อาทิเช่น ยากจน พ่อแม่หย่าร้าง อยู่กับปู่ ย่า ตายาย ผู้ปกครองติดเหล้า ติดยา เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ มันเป็น “ปมดำ” ในใจเด็ก ทำให้ขาดแรงฮึดและไฝ่ดี ขอชื่นชมนักเรียนบางคนที่ยืนหยัด และลุกขึ้นสู้จนสำเร็จได้ อาทิ ดร.จากกองขยะเป็นต้น

       ผมขอยกตัวอย่างลูกญาติใกล้ชิด และลูกเพื่อนที่รู้จักกัน ที่ยอมจ่ายแป๊ะเจี๊ยะเข้าโรงเรียนดัง แต่ผลสำเร็จกลับตรงข้ามกัน รายแรกพ่อเป็นผู้จัดการบริษัทใหญ่เงินเดือนเป็นแสน มีลูกชาย 2 คน คนโตเรียนดี เข้าโรงเรียนดังได้จบมาเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว ลูกชายคนเล็กสอบเข้าไม่ได้โรงเรียนดังในจ.เชียงใหม่ พ่อยอมจ่าย 2 แสน เพื่อซื้อโลโก้โรงเรียนดังนั้นติดบนอกเสื้อให้เหมือนกับพี่ชายเขา แต่การเรียนโรงเรียนนี้ วิธีแบบนี้ ครูโรงเรียนนี้อาจไม่เหมาะกับเขา จึงเกเรไม่อยากเรียน ติด 0 ติด ร. ติดมส. เรียนไม่จบ ตอนพ่อแม่มีชีวิตอยู่ฝากทำงานก็ไม่รอด เปิดกิจการให้ทำก็ไม่สำเร็จ หมดบุญพ่อแม่เลี้ยงตนเองแทบไม่ได้ ทำงานรับจ้างไปวัน ๆ เพราะปัญหาคิดไม่เป็น ไม่อยากเรียน เรียนไม่ทันเพื่อน ค้นหาตนเองไม่เจอ จะกลับไปเรียนตอนนี้ ก็สายเกินที่จะแก้ไข รายที่ 2 พ่อแม่เป็นครู พ่อเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียน มีลูก 2 คน พ่อแม่สอนลูกคนอื่นได้ดีเยอะแยะ แต่ตามใจลูกตนเอง ฝากเข้าเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัย  ลูกอยากได้อะไรหาให้หมด เพราะคิดว่าตอนตนเองเป็นเด็กแล้วไม่มี  จึงทดแทนหรือเติมเต็มให้รุ่นลูก สุดท้ายลูก 2 คนเรียนไม่จบ ติดยา พ่อแม่ต้องเสียเงิน แก้ไขปัญหาให้ลูก ๆ ทั้ง 2 คนอยู่เนือง ๆ ปัจจุบันลูก 2 คนเอาหลานมาฝากเลี้ยงอีก 4-5 คน ลูกที่เกเรหางานทำไม่ได้ เพราะเรียนไม่จบ ปัจจุบันเป็นยามเฝ้าบ้านจัดสรรเลี้ยงชีพ ยังวนเวียนมาเบียดเบียนขอเงินบำนาญพ่อแม่ใช้อยู่ประจำทุกเดือน รายที่ 3 พ่อเป็นนายอำเภอแม่เป็นครู มีลูกสาวฝาแฝดน่ารักมากตอนเด็ก ๆ ด้วยลูกเป็นฝาแฝดหน้าตาเหมือนกันเพราะเกิดจากไข่ใบเดียวกัน พ่อแม่จับแต่งตัวให้เหมือนกันเวลาไปไหนมาไหน เข้าโรงเรียนเดียวกัน ฝากเข้าโรงเรียนดังประจำจังหวัด แต่ที่พ่อแม่ไม่ได้ศึกษาลูกตนเองเลยคือ ทั้ง 2 คน ชอบไม่เหมือนกัน คนหนึ่งชอบเรียน คนหนึ่งชอบเล่น ในที่สุดคนหนึ่งเรียนเก่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คณะดี เด่น ดังได้ อีกคนหนึ่งติดยาถึงขั้นกับติดคุกติดตารางเลยทีเดียว พ่อแม่ต้องทุกข์ใจตลอดเวลา

        อุทาหรณ์จาก 3 ครอบครัวนี้ เราคงไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวของเรา หากเรายังไม่เข้าใจปรัชญาการจัดการศึกษา กระบวนการหรือวิธีการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กทุกคนสำเร็จได้ตามศักยภาพของเขา  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระบรมครูและศาสดาเอกของโลกทรงตรัสไว้สองพันกว่าปีว่า    ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ตามจริตของตนเอง และครูก็ควรสอนให้ตรงกับจริตของเขา สอนโจร สอนเศรษฐี สอนยาจก หรือสอนคนเก่งเช่นพระสารีบุตร ก็ต้องสอนคนละแบบคนละวิธีการ แต่สามารถตรัสรู้ได้ทุกคน เพียงแต่ใช้วิธีการ ระยะเวลาที่แตกต่างกัน สติฟ จอบส์ ปรมาจารย์ด้านไมโครซอฟเวิร์ด(อดีตประธานแอปเปิลคอมพิวเตอร์) กล่าวว่า อยากให้ลูกท่านเก่งอย่าถามหาโรงเรียนที่สุดยอด เพราะโรงเรียนเหล่านั้นอาจส่งให้ลูกท่านพบความล้มเหลวได้ แต่ควรตามหา หรือตามไปเรียนกับครูที่สุดยอดมากกว่า สตีฟ จอบส์ ต้องการสื่ออะไรครับ ต้องการสื่อว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องศึกษาลูกหรือบุตรหลานของตนเอง ว่าชอบหรือถนัดอะไร ลูกเขาพร้อมจะให้เราปั้นหรือพัฒนา เพียงแต่สิ่งที่เราอยากให้เขาเป็น เขาชอบไม่ตรงกับเรา ความล้มเหลวจึงรออยู่ข้างหน้า ลูกเราไม่ชอบเลข จึงเอาไปเรียนพิเศษเลข ลูกเราชอบฟุตบอล แต่เอาไปเรียนโรงเรียนที่ไม่มีสนามฟุตบอลหรือโค้ช มันเป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ลูกผิด ปัญหาจะตามมาอีกมากมาย แทนที่จะค้นหา พาเรียน หรือสืบเสาะต่อว่าจะสามารถเรียนรู้อะไรได้ดี อาทิ ภาษา ศิลปะ ดนตรี กีฬา ช่างฝีมือ เป็นต้น โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ ผู้เป็นเจ้าของแนวคิด ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ค้นพบว่า มนุษย์เราสมองถูกออกแบบมาให้เก่งทุกคน ผู้เขียนจึงขอพูดและเขียนสื่อให้ครูและผู้ปกครองทั่วประเทศว่า “เด็กทุกคน เก่งทุกรายแต่เก่งคนละด้าน” เก่งไม่เหมือนกันอย่าเอามาแข่งกัน กว่าจะเปลี่ยนความคิดของครู นักเรียน ที่สถานศึกษาของตนเองได้ต้องใช้เวลาตั้งหลายปี แต่การจะเปลี่ยนกรอบและวิธีคิดของผู้ปกครองเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง เพราะฐานคิดของผู้ปกครอง คือ อยากให้ลูกเรียนเก่ง ได้เป็นเจ้าคนนายคน และหากใช้ช่องทางพิเศษให้ลูกได้ ก็จะพยายามที่จะทำ ห่วงแต่เพียงว่าลูกของตนเองจะได้ไม่น้อยหน้าลูกคนอื่น   ลืมมองด้านเสียที่จะเกิดกับบุตรหลานของตนเอง     ว่าจะมีผลดีผลเสียหรือผลกระทบอย่างไรบ้าง

      จากการเก็บสถิติ เฝ้ามอง เฝ้าระวัง แก้ปัญหาพฤติกรรม “เด็กฝาก” ที่มีอยู่ในสถานศึกษาของตนเองทุก ๆ ปี ยังปฏิเสธไม่ได้ 100 % เพราะระบบพี่น้อง เพื่อน และนาย หรือระบบนี้ยังไม่หายจากเมืองไทย ส่วนใหญ่พบว่า เรียนไม่ทันเพื่อน ชอบโดดเรียน หนีเรียน ไม่ชอบเข้าแถว และทำผิดกฏ ระเบียบของสถานศึกษาบ่อย ๆ บางคนถึงกับต้องย้ายสถานศึกษา เพราะสถานศึกษาเป็น”โรงฝึกประชาชน” ถ้าไม่ยอมให้ฝึก(เรียนรู้) ก็ส่งให้ที่อื่นฝึกต่อ อาทิ สถานศึกษาอื่น สถานพินิจ ทัณฑสถาน เป็นต้น จะมีบ้างที่เป็น”ช้างเผือก” ไม่กี่คนที่ขยับตนเอง ขยัน อดทน ตั้งใจ และสามารถเรียนรู้ทันเพื่อนได้ แต่ก็น้อยมากจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษาที่กำหนดหลักสูตรหรือลู่วิ่งให้เหมาะสมกับนักเรียนรายบุคคล เช่น รร.อบจ.เชียงราย มีลู่วิ่งหลักสูตรให้เลือกถึง 14 ลู่วิ่งหลักสูตร มีตั้งแต่หลักสูตรห้องเก่งจนถึงห้องเด็กเกเร แสดงว่าสถานศึกษาแห่งนี้ไม่เหมาะสมกับเขา เพราะเราได้มีการคัดกรองด้วยการสอบ สัมภาษณ์หรือวัดแววสู่อาชีพต่าง ๆ ของนักเรียนแล้ว อาทิเช่น ชอบซ่อมจักรยานยนต์ คอมพิวเตอร์ ทีวี หรือบัญชี สถานศึกษาวิทยาลัยเทคนิคหรือวิทยาลัยอาชีวะน่าจะเหมาะสมกับนักเรียนกลุ่มนี้มากกว่า ทั้งหมดทั้งมวลใช่ว่าสถานศึกษาจะปฏิเสธนักเรียน แต่อยากเห็นลูกหลานเราทุกคน เรียนแล้วสำเร็จ มีความสุข จบมามีงานทำ สามารถเลี้ยงชีพตนเองอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ขอยกคำพูดครูสมพร “ครูสอนลิง” เคยกล่าวไว้ว่า ตั้งแต่เปิดวิทยาลัยฝึกลิงมา  สอนเป็นพัน ๆ ตัว ยังไม่เคยเห็นลิงตัวไหนสอบตก ขึ้นมะพร้าวได้ทุกต้น แต่แปลกนะทำไม “ครูสอนคน” แล้วคนสอบตก จริง ๆ แล้ว “คนสอนคน” น่าจะสำเร็จผลได้ง่ายกว่า แต่มิใช่เลย เพราะคนมีชีวิต จิตใจ อ่อนไหว และไวต่อความรู้สึกหรืออะไรง่าย ๆ จึงทำให้การจัดการเรียนรู้ต้องไม่ใช้แบบตัด”เสื้อโหล” ใส่เหมือนกันทุกคน การให้เด็กใส่เสื้อโหล และเดินเข้าสถานศึกษา(โรงงาน) เดียวกันทั่วประเทศ มันจึงมีบางคน”สำเร็จ” บางคน “ล้มเหลว” หากความล้มเหลวไม่เกิดกับบุตรหลานเราก็ถือว่าโชคดี แต่หากเกิดขึ้นละ ต้องมานั่งทุกข์ใจทั้งชีวิต…

ดร.ศราวุธ สุตะวงค์. (เขียน)

31:01:61

อ่านแล้ว 

3 ความเห็นบน “ฝากลูกเข้า รร.ดี เด่น ดัง ปฏิกิริยาเร่ง(มะเร็งร้าย)สู่ตัวลูก…?

  1. สุกัญญา สุกัญญา พูดว่า:

    เห็นด้วยกับบทความนี้
    ไป รร.ดังแล้วไม่จบ กลับมาให้ รร.เล็ก แก้ปัญหา

    1. Kritsarun Kritsarun พูดว่า:

      มีให้เห็นเยอะเลยครับ แต่ยังไงคุณครูแบบเราๆ ก็ผลักไสเด็กไปที่อื่นไม่ได้อยู่ดี เห็นแก่เด็กตาใสๆ

  2. 1319900218936 1319900218936 พูดว่า:

    เห็นด้วยครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


กลับสู่ด้านบน
Scroll To Top