เข้าสู่ห้องเรียน

เลือกห้องเรียน

กรุณาเลือกปีที่สมัครเรียนกับทางเทรนครู

Menu

วิพากษ์นโยบายการศึกษา ประยุทธ์ 2 เปลี่ยนแค่ตัว รมต.ศธ.”เลื่อนลอย กว้าง นามธรรม” และ ”สุ่มเสี่ยงต่อการคลอดนโยบายรายวัน” ได้ง่าย.

วิพากษ์นโยบายการศึกษา ประยุทธ์ 2
เปลี่ยนแค่ตัว รมต.ศธ.”เลื่อนลอย กว้าง นามธรรม” และ
”สุ่มเสี่ยงต่อการคลอดนโยบายรายวัน” ได้ง่าย.

ดร.ศราวุธ สุตะวงค์ (เขียน)
08/08/62

การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2562 มีสมาชิกรัฐสภาร่วมอภิปรายนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทั้ง ส.ส.จากพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ได้รับความสนใจทั้งจากบุคคลแวดวงการศึกษา แวดวงวิชาการ ตลอดถึงเด็ก เยาวชนและผู้ปกครองกันถ้วนหน้า ต่างเพ่งนโยบายของรัฐบาลว่ามีสิ่งใดใหม่ และการปฏิรูปการศึกษาตามนโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประยุทธ์ 2 จะช่วยพลิกฟื้นวิกฤติการศึกษาไทยที่มีปัญหามายาวนาน และจะยกระดับคนไทยสู่เวทีโลกได้อย่างเท่าเทียมและเท่าทันได้อย่างไร
แม้นโยบายด้านการศึกษาจะถูกบรรจุไว้ทั้งในนโยบายหลักและนโยบายเร่งด่วน โดยเฉพาะหัวใจสำคัญ “การพัฒนาคนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21” แต่ถูกตั้งข้อสังเกตจากนักการเมือง นักวิชาการ และเครือข่ายด้านการศึกษา ว่ายังไม่ได้แตะที่โครงสร้างที่เป็นปัญหา อันจะปลดล็อกการปฏิรูปการศึกษาได้สำเร็จ เป็นนโยบายกว้าง ๆ เป็นนามธรรม แทบจะจับต้องไม่ได้ และไม่มีสิ่งใดใหม่จากที่แล้ว ๆ มาเลย
นโยบายด้านการศึกษาถูกบรรจุไว้เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในการแถลงต่อรัฐสภา ข้อ 8 “การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย” ที่มีรายละเอียดย่อย 7 ข้อ คือ
1. ส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย
2. พัฒนาบัณฑิตพันธุ์ใหม่
3. พัฒนาอาชีวะ พัฒนาคุณภาพวิชาชีพ และพัฒนาแรงงานรองรับ
4. ดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกเข้ามาร่วมทำงานกับคนไทย และส่งเสริมผู้มีความสามารถสูง
5. วิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ
6. ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะทุกช่วงวัย
7. จัดทำระบบปริญญาชุมชนและการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้น
และปรากฏอยู่ในนโยบายเร่งด่วน ข้อที่ 7 “การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21” ที่ระบุถึงการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ในระบบดิจิทัล เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ของสถาบันการศึกษาสู่สาธารณะ เชื่อมโยงระบบการศึกษากับภาคปฏิบัติจริงในภาคธุรกิจ (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา)
“ แม้เป้าหมายและแผนปฏิรูปการศึกษาจะมีความครอบคลุมในทุกด้าน แต่ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา อดีตประธาน กอปศ. ระบุว่า นโยบายนี้แม้เป็นหลักคิดที่มาถูกทางแต่ยังไปไม่สุด อย่างการส่งเสริมการเรียนรู้ตามช่วงวัยและตลอดชีวิต หรือ การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ในระบบดิจิทัล เป็นเหมือนการนำนโยบายที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยหาเสียงมารวมกับข้อมูลจากรายงาน Commission Report ที่ กอปศ. เสนอก่อนหมดวาระ แต่ยังขาดหัวใจสำคัญของการปฏิรูป ที่มองเห็นภาพรวมทั้งระบบ โดยเฉพาะการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งไม่ถูกกล่าวถึงเลยในนโยบาย”
ขณะที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดให้มี คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา หรือ กอปศ. มีวาระในการทำงาน 2 ปี ซึ่งหมดวาระไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ในรายงานของคณะกรรมการฯ ระบุว่า หากมีการปฏิรูปการศึกษาตามแนวทางที่เสนอ อีก 10 ปีต่อจากนี้ น่าจะเห็นผลที่เป็นรูปธรรม 4 ข้อ
1. เด็กไทยจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเทียบเท่าระดับสากล
2. ความเหลื่อมล้ำ จะถูกเปลี่ยนเป็นความต่าง ที่ทุกคนจะมีโอกาสพัฒนาความสามารถตามความถนัดของตัวเอง
3. การศึกษาจะช่วยยกระดับการแข่งขันของประเทศ
4. มีระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ
“เรื่องการศึกษาเห็นชัดว่าเป็นปัญหาที่ซับซ้อนหลายด้าน ต้องมองทั้งระบบ อยู่ที่รัฐบาลจะผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ให้เดินต่อหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องรายละเอียด แต่เป็นเรื่องการปรับใหญ่ ปรับสภาพโครงสร้างใหญ่ อยู่ที่รัฐสภา ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ เพราะนโยบายของรัฐบาลต้องไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มีอยู่”
กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน อภิปรายว่า ในการแถลงนโยบายการศึกษานั้นทำให้เกิดความสงสัยว่าจะแก้ปัญหาการศึกษาที่คาราคาซังมานานหลายสิบปีได้อย่างไร อภิปราย 3 ปัญหาคาราคาซัง อาทิ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มีการกล่าวถึงกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จากเดิมที่กองทุนนี้ได้ขอเงินตั้งต้นเป็นจำนวน 25,000 ล้านบาท เพื่อเด็กเป้าหมายจำนวน 4.3 ล้านคน แต่ในทางปฏิบัติ ปีแรกได้งบประมาณ 1,220 ล้านบาท ปีต่อมาได้เพิ่มประมาณ 1 พันกว่าล้านบาท สิ่งที่ตามมาคือการสงเคราะห์เด็กยากจน ที่ตามมาหลังจากนั้นเด็กยากจนต้องพิสูจน์ตัวตนว่าจนจริงหรือไม่ ผ่านกระบวนการเอกสารจำนวนมาก เป็นภาระโรงเรียน นักเรียน ครู ผู้ปกครองเพื่อเงินจำนวน 1,000-1,500 บาท การสงเคราะห์เช่นนี้ควรทำในฐานะการแก้ปัญหาระยะสั้น ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวที่สุดคือการยกระดับโรงเรียนให้มีคุณภาพใกล้เคียงกันได้อย่างไร เพื่อให้เด็กทุกคนมีศักยภาพและสามารถพัฒนาตัวเองได้เต็มตามศักยภาพ ประการที่สอง ปัญหาภาระงานครู ครูไทยมีภาระงานอื่นมากกว่างานสอน คือต้องทำโครงการหรือกิจกรรมฝากต่างๆ ทั้ง ศธ. (กระทรวงศึกษาธิการ) และหน่วยงานอื่น ๆ ขอฝากว่าควรเริ่มหารือระหว่างหน่วยงานราชการให้เกิดการบูรณาการ ไม่ให้โครงการหรือกิจกรรมเหล่านั้นไปเป็นภาระครู รวมทั้งภาระการประเมินครูอีกมากมาย ครูจึงไม่ได้อยู่กับห้องเรียน นักเรียน และไม่ได้สอนนักเรียนอย่างเต็มที่ อีกทั้งระบบคัดเลือกครูเข้ามาในกระบวนการผลิตครู เมื่อผลิตแล้วไม่มีระบบการดูแล สนับสนุนเพื่อให้ครูได้อัพเดททักษะความรู้ต่าง ๆ และประการสุดท้าย การมีส่วนร่วมยังมองไม่เห็นการมีส่วนร่วมที่เป็นรูปธรรม กลไก ของคณะกรรมการสถานศึกษาที่มีอยู่แล้วควรได้รับการยกระดับให้ปฏิบัติงานได้ มีอำนาจ หน้าที่อย่างแท้จริง ควรให้นักเรียนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดในระบบการศึกษา เข้าไปนั่งในกรรมการบริหารการศึกษา เพื่อตรวจสอบและแนะนำแนวทางของสถานศึกษาด้วยตัวพวกเขาเอง
กุลธิดากล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากคำแถลงนโยบาย ยังมองไม่เห็นจิ๊กซอว์สำคัญ 3 ชิ้น คือ 1). คำแถลงกล่าวถึงโรงเรียนขนาดเล็กแต่ไม่กล่าวถึงการควบ รวม หรือยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ผ่านมาเรามีการควบ รวม ยุบโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้น ถามไปยัง รมต. ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร มีใครได้รับผลกระทบหรือไม่ วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการหาทางออกร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน โรงเรียน ส่วนราชการ ควรพูดคุยและแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน 2). การแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม มาตรฐานขั้นต่ำของโรงเรียนที่จะกำหนดนั้นมีอะไรบ้าง เรื่องโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคต่าง ๆ ไปจนถึงอาหารกลางวัน ความปลอดภัยพื้นฐานของ ปัญหาล่วงละเมิดทางเพศ ยังเป็นปัญหาอยู่ในหลายโรงเรียน สนามเด็กเล่นที่ใช้ได้จริงก็ยังขาดแคลน และ 3).เรื่องผู้เรียน ในคำแถลงมีการพูดถึงผู้เรียนในแนวดิ่งตั้งแต่ระดับการศึกษา จนถึงการศึกษาตลอดชีวิต แต่ยังไม่เห็นความหลากหลายของผู้เรียน จะมีนโยบายดูแลผู้เรียนที่ต้องได้รับการดูแลพิเศษ เช่นผู้พิการ หรือเด็กนักเรียนที่ต้องการนักพัฒนาการ หรือนักจิตวิทยาพิเศษ นโยบายการศึกษาต้องอยู่บนหลักการว่า ต้องไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลัง อยากเห็นการแก้ปัญหาการศึกษาอย่างถึงราก ถึงโครงสร้าง ให้ครู นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพตัวเองอย่างเต็มที่
โสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์พรรคภูมิใจไทย ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์จบการศึกษาด้านสายครู และเคยเป็นครูมาก่อน อดีตรมต.คมนาคม ร่วมอภิปรายนโยบายด้านการศึกษา โดยเสนอ 3 แนวทางปลดล็อกข้อจำกัด คือ
1. การจัดตั้งศึกษาธิการจังหวัด หรือ กศจ. ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ใช้อำนาจ ม.44 ได้สร้างปัญหาบริหารงานบุคคลและงบประมาณ จึงควรตั้งเป้าหมายเพื่อบูรณาการทำงานกับหน่วยงานอื่น
2. งบประมาณรายหัวอาหารกลางวัน 20 บาท ไม่ควรใช้รูปแบบเดียว บางโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนน้อยไม่สามารถจัดการด้านคุณภาพได้
3. การประเมินวิทยฐานะครูชำนาญการ (คศ.2) ต้องรอเวลาถึง 5 ปี ถึงได้ประเมิน คศ.3 กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งสร้างขวัญกำลังใจให้กับครู

“คำแถลงนโยบายถือว่าเสร็จ สมบูรณ์ แต่ปัญหา คือ จะทำอย่างไรให้ปฏิบัติเป็นรูปธรรมต้องพิสูจน์กันในอนาคต พรรคภูมิใจไทย ให้ความสำคัญกับการแก้ไขกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการ ทั้งเรื่องครูและโครงสร้างการบริหาร เช่น กรณีศึกษาธิการจังหวัดซ้ำซ้อนกับเขตพื้นที่การศึกษา สร้างปัญหาทั้งงานบุคคล และ การจัดการงบประมาณ”
ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน วิพากษ์นโยบายการศึกษา กรณีคุณภาพของโรงเรียนที่มีความแตกต่าง สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศมากที่สุด
ส่วนตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อภิปรายนโยบายการศึกษาของรัฐบาลว่า การศึกษาเป็นเครื่องมือนำเดียวเท่านั้นที่จะปฏิรูปประเทศให้ประสบผลสำเร็จ อาทิ ฟินแลนด์ สิงคโปร์ และจีน แต่ที่ผ่านมา 10 ปี ไทยปฏิรูปการศึกษาเหมือนใบไม้ที่อยู่ในกำมือ เรามองไม่เห็นป่าซึ่งเป็นที่มาของใบไม้ พอเห็นอะไรเราก็สั่งทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ทีละอย่าง นโยบายต่าง ๆ ที่ลงสู่โรงเรียนพอรัฐบาลไป รมต.ไป นโยบายเหล่านั้นยังอยู่ การปฏิรูปจึงไม่ถึงแก่นของมัน ดีใจที่รัฐบาลบอกว่าอยากรับฟังความคิดเห็นของครู แต่อยากให้ท่านได้รับรู้การเต้นของหัวใจครูด้วย ที่ผ่านมาพวกท่านไม่เข้าใจ ถ้าท่านไม่ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ไม่ปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน ไม่มีทางจะประสบผลสำเร็จ เพราะระบบการศึกษาต้องใช้ความต่อเนื่องถึงจะยั่งยืน เห็นด้วยที่จะพัฒนาให้เด็กมีพัฒนาการตามทฤษฎีพหุปัญญาของโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ อยากเรียนอะไรได้เรียน ชอบและถนัดอะไรได้เรียน และมีระบบธนาคารหน่วยกิต สามารถเก็บหน่วยกิตและข้ามสายการเรียน ข้ามสถาบันได้ ดังนั้นจะต้องปฏิรูประบบหลักสูตรและการเรียนการสอนครั้งใหญ่ให้ทันกับโลกปัจจุบัน การสอน Coding ตั้งแต่ระดับประถมจะไม่สำเร็จได้ ถ้าไม่ปรับหรือปฏิรูประบบหลักสูตร ยังดีที่เห็นนโยบายการศึกษาปฐมวัย เด็กจะได้รับการดูแลและใส่ใจตั้งแต่เล็ก แต่ก็คงไม่สำเร็จ หากหลักสูตรยังเป็นแบบเดิม และประการสำคัญ คือ กศจ.สมควรยกเลิกได้หรือยัง ต้องกลับไปทบทวน และการกระจายอำนาจ มันควรเป็นเรื่องของจังหวัด และสถานศึกษานั้น ๆ มากกว่าในการจัดการศึกษา เพราะบริบทแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน และอยากให้ไม่เอา O-Net มาเปรียบเทียบโรงเรียนแต่ละโรง แต่ละอำเภอ หรือจังหวัด ทุกวันนี้โรงเรียนติว O-Net โรงเรียน ต้องการเด็กอีกแบบ สอนอีกแบบ และไปวัดผลอีกแบบ มั่วไปหมด เลยไม่ผ่านการประเมิน Pisa ของ OECD ซึ่งประเทศที่เขามีผลการประเมิน Pisa สูง เขาให้ความสำคัญกับการปฏิรูปหลักสูตร และกระบวนการเรียนการสอน เป็นสำคัญอันดับแรกก่อน

ส่วนชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือก ให้ความเห็นต่อนโยบายด้านการศึกษา ว่าไม่ต่างจากนโยบายเดิม ๆ ที่วางการศึกษาทั้งระบบให้อยู่ภายใต้การสั่งการจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยอธิบายว่า ระบบสั่งการแบบบนลงล่างที่มีกรอบ ระเบียบ ข้อบังคับรูปแบบเดียว ไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างคน จึงเชื่อว่า นโยบายหลักด้านหนึ่งของรัฐบาลที่ให้น้ำหนักกับการปฏิรูปการเรียนรู้และเตรียมคนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 จะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ยังสะท้อนว่า ปัจจุบันมีกลุ่มคนจำนวนมากตื่นตัว และพยายามสร้างหน่วยการศึกษาเล็ก ๆ ขึ้นเอง แต่ยังไม่ได้รับการส่งเสริม “
“เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการลดขนาดให้เล็ก แล้วทำหน้าที่เป็นหน่วยอำนวยการมากกว่าเป็นหน่วยสั่งการ และควรมีการจัดตั้งองค์กรอิสระที่มาจากทุกภาคส่วน เดินหน้าภารกิจจัดเตรียมทรัพยากรบุคคลรองรับศตวรรษที่ 21 ดีกว่าออกนโยบายกว้างๆ แต่ยากจะทำได้จริง”
ด้าน อินทิรา วิทยสมบูรณ์ ผู้ประสานงานสมัชชาเครือข่ายปฏิรูปการศึกษา ระบุว่า รัฐมีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย ขณะที่นโยบายยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กยังเดินหน้าต่อ ซึ่งโรงเรียนเล็กเหล่านี้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็กปฐมวัยและประถม ที่สัมพันธ์กับวิถีชุมชนท้องถิ่น ขณะเดียวกัน การส่งเสริมการพัฒนาปฐมวัยของรัฐก็มองไม่เห็นพื้นที่เรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งที่ ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน ศาสนสถานในชุมชน หรือ พื้นที่สาธารณในชุมชนล้วนเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และเติบโตของผู้คน
อินทิรา ยังระบุอีกว่า กระบวนทัศน์เช่นนี้ จึงต้องการคนดี โดยผ่านการส่งเสริมอุดมการณ์หลักที่รัฐกำหนดว่าดีงามถูกต้อง ขณะที่โลกเปลี่ยน สังคมพหุมีความแตกต่างหลากหลาย ดังนั้น การมุ่งส่งเสริมอุดมการณ์แบบรัฐชาติที่ผูกติดกับอำนาจนิยมในห้องเรียนหรือโรงเรียน จึงไม่สอดคล้องกับความเป็นไปของโลก และแน่นอนว่า เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ก็จะแสดงออกด้วยการวิพากษ์ เคลื่อนไหวเพื่อแสดงออกถึงการไม่ยอมรับอุดมการณ์ หรืออำนาจเหล่านั้น

“แน่นอนว่าเรากำลังวิพากษ์นโยบายเหล่านี้จากการอ่านเอกสารคำแถลงเพียงไม่กี่หน้า ไม่กี่บรรทัด สิ่งจำเป็นคือหน้าที่ของรัฐที่จะต้องทำให้นโยบายที่กำหนดขึ้น ทำงานกับผู้คนอย่างรอบด้าน กว้างขวาง และหลากหลาย และที่สำคัญคือมีส่วนร่วม ปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ มิฉะนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากเหล้าเก่าในขวดใหม่ นโยบายเดิม ๆ แค่เปลี่ยนรัฐมนตรี”

ความเห็นอีกด้านหนึ่งของเยาวชนซึ่งอยู่ในวัยเรียน ภัทรินทร์ ยงยุทธ หรือ“น้องแมค” นักเรียน รร.มัธยมราชวินิต ซึ่งเป็นเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท กล่าวว่า ตนเห็นว่าเป็นนโยบายกว้าง ๆ เป็นนามธรรม รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย มองเห็นปัญหาการศึกษาไทยไม่สำคัญเท่าไหร่ จริง ๆ ทำอย่างไรให้โครงสร้างการศึกษาไทยให้ครูทำงานและจัดการศึกษาได้ดี ทิศทางของการศึกษาไทยจะไปทางไหน ควรกระจายอำนาจไม่กระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง การก้าวต่อไปข้างหน้าจะได้มั่นคงและยั่งยืน ทำอย่างไรให้เด็กไทยได้เข้าถึงโอกาสได้รับการส่งเสริมและดูแลอย่างเท่าเทียม มิให้ใครคนใดคนหนึ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ปัจจุบันเป็นการจัดการแบบมีโครงสร้างให้เด็กเดินตามบรรทัดฐาน เป็นระบบตะแกรงที่คอยร่อนผู้เรียน ไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ และเด็กเป็นคนเรียกร้องถึงสิทธิและโอกาสการศึกษาของตนเอง แทนที่รัฐจะจัดให้ครอบคลุมอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ การปลูกฝังค่านิยมและความเป็นไทย เป็นการปลูกฝังที่ผิด เป็นการสอนที่ผูกขาดอำนาจที่ผู้ใหญ่คิดแทนเด็ก แต่เป็นอิสระที่อยู่ในกรอบเกินไป เป็นการผลิตพลเมืองให้เชื่องมากกว่าให้คิดเป็น 4-5 ปีมี่ผ่านมายังแก้ปัญหาการศึกษาอะไรไม่ได้ พอมาเป็นประยุทธ 2 ก็ยังจะไปสู่แนวทางเดิม ค่านิยมและความเป็นไทยเป็นสิ่งที่ดี ทั้ง ๆ ที่เราก็ถูกปลูกฝังในวิชาสังคมและประวัติศาสตร์อยู่แล้ว การให้ท่องอาขยานและแม่สูตรคูณก็เช่นเดียวกันในวิชาภาษาไทยและคณิตก็ได้ใช้วิธีเรียนสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว ไม่ควรเพิ่มเป็นภาระให้แก่ผู้เรียน ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและโลกที่มันก้าวล้ำไปแล้ว ควรมีการประยุกต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่า การเรียน 3 ภาษาและการเรียน Coding สามารถเรียนได้โดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ จริง ๆ แล้วนโยบายดูดีเพราะช้อปปิ้งนโยบายของต่างประเทศมา สามารถทำได้หรือไม่ สามารถทำได้ในระยะเบื้องต้น แต่ในระดับสูงขึ้นคอมพิวเตอร์มีความจำเป็นการเรียนรู้จะเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่เรามีความเหลื่อมล้ำสูงเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีของสถานศึกษาแต่ละแห่ง
สำหรับความเห็นของ ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล นักวิชาการด้านการศึกษา ต่อนโยบายของรัฐบาล ระบุว่า ยังเน้นเพื่อใช้ปฏิบัติการ แต่ไม่ได้มองเชิงระบบว่ามีปัญหาอะไร เช่น นโยบายแก้ปัญหาหนี้สินครู ที่มองแต่เรื่องตัวเงิน ไม่ได้มองไปที่ระบบสวัสดิการ คุณภาพชีวิต ภาระงาน และรูปแบบการเรียนการสอน ซึ่งเกี่ยวพันกันทั้งหมด หรือ เรื่องการแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ไม่ได้เชื่อมโยงไปหาปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทับถมมาตลอดหลายสิบปี มีเพียงผู้รับผิดชอบเฉพาะส่วน แต่ไม่ได้มีศูนย์กลางสร้างความเป็นเอกภาพแก้ไขปัญหาทั้งองคาพยพ เช่น การแก้ปัญหาโรงเรียนด้วยการสร้างเกณฑ์จากส่วนกลาง แต่ไม่สอดคล้องการปฏิบัติในพื้นที่ เพราะไม่มีความชัดเจนเรื่องการกระจายอำนาจและความเป็นอิสระเพื่อให้โรงเรียนแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

“ปัญหาการศึกษานับวันยิ่งเหมือนปมเชือกที่พันกันอีรุงตุงนัง เชื่อว่าคงไม่สำเร็จในรัฐบาลชุดเดียวด้วยรัฐมนตรีแค่ไม่กี่คน ท่านควรทำหน้าที่เป็นผู้ประสานความหวังของสังคมให้มากขึ้นในการทำงาน ยิ่งตอนนี้แยกกระทรวงอุดมศึกษาเป็นกระทรวงใหม่ ทำอย่างไรไม่ให้กระทรวงศึกษาธิการหลุดจากการทำงานร่วมกัน”
ในส่วนของผู้เขียนซึ่งเรียบเรียงจากแนวคิด และการวิพากษ์นโยบายการศึกษา ของรัฐบาลจากผู้เกี่ยวข้องข้างต้น รู้สึกเสียดายโอกาสของรัฐบาลประยุทธ 2 ที่อยู่มาแล้ว 5 ปี และคาดว่าจะอยู่ต่ออีกยาว โดยมีวิธีหรือใช้กลไกของเครื่องมือทางกฏหมายรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้น มิได้เอาวิกฤติของชาติ อาทิ ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง มาเป็นฐานคิดในการพัฒนา โดยชูการปฏิรูปการศึกษานำเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน จะเห็นได้ว่ารมต.ศธ.ประยุทธ 1 เปลี่ยนรมต.ศธ.ถึง 3 คน และครม.ประยุทธ 2 ก็ไม่เห็นข่าวว่ามีใครกระหายอยาก หรือ แย่งนั่งว่าการกระทรวงสร้างคน (ศธ.)กันเลย มีแต่แย่งกระทรวงที่งบประมาณน้อยกว่ากระทรวงศึกษาธิการ อาทิ กระทรวงการคลัง พาณิชย์ และคมนาคม หรือเป็นเพราะว่าเราไม่ได้เห็นความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ คือ ประชากรไทย ผู้เขียนอยากเห็นพิมพ์เขียวคนไทยและประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ (Education Blueprint) เหมือนอีกหลาย ๆ ประเทศที่ใช้การศึกษานำการพัฒนาประเทศ ไม่ควรเพิ่มหน่วยงาน เพิ่มคน เพิ่มเงิน ให้กับหน่วยงานที่อยู่เหนือโรงเรียนหรือสถานศึกษา ซึ่งจะเป็นการเพิ่มงานและภาระแก่ครูและนักเรียน อันมิใช่ภารกิจหลัก คือ การจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ ลดการประเมิน การสอบ หรือการแข่งขัน สร้างขวัญและกำลังใจให้ครูที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ดี ไม่สร้างกิจกรรมที่ดึงครูและเด็กออกจากห้องเรียน และจะให้หน่วยงานทางการศึกษาที่มีอยู่แล้วให้มีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร จัดกลุ่มสถานศึกษาลักษณะพิเศษต่าง ๆ มิให้จัดการศึกษาแบบหลักสูตรเสื้อโหลใช้ได้กับทุกคนและสถานศึกษา ปรับระบบการจัดสรรงบประมาณรายหัวใหม่ เงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่มีความแตกต่างตามศักยภาพและบริบทของการจัดการศึกษา ตลอดถึงกระจายอำนาจการจัดการศึกษาสู่จังหวัดและสถานศึกษาให้มากขึ้น แต่นโยบายการศึกษาที่แล้ว ๆ มายังไม่สามารถตอบโจทย์ประเทศไทยได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต แม้เราจะมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 (และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) เป็นธงนำในการขับเคลื่อนนโนบายการศึกษาของประเทศ แต่จุดอ่อนของนักการเมือง และนักการศึกษาของไทย ไม่ชอบทำตามกัน ชอบคิดนโยบายใหม่ ๆ การศึกษาไทยจึงเกาไม่ถูกที่คันสักที จึงสรุปได้ว่า นโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประยุทธ์ 2 ไม่ได้มีอะไรใหม่ เปลี่ยนแค่ตัวรมต.ศธ.”เลื่อนลอย กว้าง นามธรรม” และ ”สุ่มเสี่ยงต่อการคลอดนโยบายรายวัน” ได้ง่าย.

อ้างอิง ; /คำแถลงนโนบายรัฐบาล ประยุทธ 2 

https://news.thaipbs.or.th/content/282067

https://m.youtube.com/watch?v=bAduk2MVxFI

อ่านแล้ว 381 ครั้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


กลับสู่ด้านบน
Scroll To Top