เข้าสู่ห้องเรียน

เลือกห้องเรียน

กรุณาเลือกปีที่สมัครเรียนกับทางเทรนครู

Menu

เข้าสังคมไม่เป็น ไม่รู้จักแบ่งปัน! 5 ปัญหาพบบ่อยของเด็กในรั้วโรงเรียน!!! รวมทั้งวิธีแก้ไข

มีเด็กจำนวนมากที่เมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียนกลับร้องไห้โยเยไม่อยากไป หรือบางคนมีปัญหาเข้ากับเพื่อนและครูไม่ได้ ในขณะที่เด็กอีกกลุ่มหนึ่งไม่มีพฤติกรรมเช่นนั้น ซึ่งเรื่องนี้ ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย บอกว่า เด็กกับปัญหาการเข้าสังคมในโรงเรียนเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่การจะปรับตัวได้ดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู และการฝึกฝนทักษะการเข้าสังคมตั้งแต่เด็กๆ หากเด็กไม่เคยได้รับการเตรียมพร้อม และฝึกฝนที่ดีมาก่อน พอถึงเวลาต้องก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียน พวกเขาอาจไม่รู้จักที่จะเล่นกับเพื่อน หรือเข้ากับครูได้ดี

“ปัญหาที่เกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนส่วนใหญ่ มาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่มักจะตามใจ ทำให้เด็กเอาแต่ใจ อยากได้อยากเล่นในทันที ไม่รู้จักรอ และไม่ค่อยยอมรับกฎกติกา พอเวลาถูกสอน หรือตักเตือนก็มักจะโกรธและหงุดหงิดง่าย ในขณะที่เด็กบางคน ไม่รู้จักอารมณ์ตัวเอง และไม่รู้จักอารมณ์ของผู้อื่น เวลาเล่นกับเพื่อน อาจจะระบายอารมณ์ใส่เพื่อนๆ โดยไม่รู้ตัว พฤติกรรมไม่พึงประสงค์เหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องเตรียมลูกให้พร้อมเพื่ออยู่ร่วมกับเพื่อนในโรงเรียนได้อย่างไม่ทุกข์ระทม และไม่สร้างปัญหาให้แก่ครู และเพื่อนๆ ในห้องเรียน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยเผย

สำหรับปัญหาหลักๆ ที่พบได้บ่อยของเด็กในสังคมโรงเรียน สามารถสรุปออกเป็น 5 ปัญหาพร้อมแนวทางรับมือ ดังต่อไปนี้

1.เข้าสังคมไม่เป็น

ก่อนเข้าโรงเรียน เด็กเล็กๆ บางคนไม่เคยได้รับการฝึกฝนให้เข้าสังคม หรือร่วมเล่นกับเด็กคนอื่นๆ เลย พอถึงเวลาต้องเข้าโรงเรียนจริงๆ เด็กจึงไม่รู้จักที่จะเล่นกับเพื่อนๆ หรือแบ่งปันของเล่นกับเพื่อน รวมไปถึงการรับรู้ความรู้สึกของเพื่อนว่าตอนนี้พวกเขารู้สึกอย่างไร ส่งผลให้ใส่อารมณ์ และทำร้ายความรู้สึกของเพื่อนโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเรื่องแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกฝนลูกได้โดยหมั่นถามความรู้สึกของเขาต่อเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า และถ้ารู้สึกโกรธหรือไม่พอใจลูก ควรบอกความรู้สึกไปตรงๆ เช่นกัน ทั้งนี้ก็เพื่อสอนให้เด็กรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราทั้งการพูด และการกระทำ

2ไม่รู้จักแบ่งปัน

คุณพ่อคุณแม่เชื่อไหมครับว่า แค่เรื่องของเล่นที่คุณชอบตามใจและซื้อให้ลูกอยู่ไม่ขาดนั้น อาจส่งผลให้เด็กกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักการแบ่งปันได้ในอนาคต เพราะแต่ไหนแต่ไร เขามักจะได้ของเล่นทุกๆ ชิ้นที่อยากได้ และทุกครั้งที่เขาอยากจะเล่น เขาต้องได้เล่น พอไปถึงโรงเรียน ของเล่นที่ดูหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับของเล่นที่บ้าน กลับไม่ใช่ของเขาเพียงคนเดียวเสียแล้ว ซึ่งในตอนแรกเขาอาจจะงงๆ และเริ่มงอแง เพราะไม่เข้าใจว่าของเล่นที่เคยเล่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำไมตอนนี้ถึงต้องมาแบ่งกับเพื่อนๆ ด้วย ทางที่ดี ควรจะสอนลูกให้เริ่มรู้จักที่จะให้และรับอย่างเหมาะสมตั้งแต่เขายังเป็นเด็กเล็กๆ เพราะเวลาเข้าโรงเรียนแล้ว เขาจะได้ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะแบ่งของเล่น หรือขนมให้เพื่อนๆ

“ทักษะการแบ่งปัน เป็นทักษะจำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกทักษะดังกล่าวนี้ให้แก่ลูกตั้งแต่เล็กๆ เช่น หัดให้ลูกเข้าสังคมเพื่อนในวัยเดียวกัน และเวลาที่เด็กๆ เล่นกัน เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะหวง และเกิดการแย่งของเล่นกันขึ้น ผู้ใหญ่ควรมีกติกา เพื่อให้เด็กผลัดกันเล่น รู้จักรอ หรือรู้จักพูดกับเพื่อน เช่น ‘เราขอเล่นด้วยนะ’ ไม่ใช่แย่งจากมือเพื่อนมาเลย หรือถ้าเพื่อนไม่ให้เล่น ก็ควรสอนให้เขารู้ว่า วันนี้เพื่อนยังไม่พร้อมที่จะแบ่ง จากนั้นลองชวนลูกไปเล่นอย่างอื่นที่สนุกๆ กันแทน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยคนเดียวกันนี้กล่าวเสริม

3.วิตกกังวล เศร้าซึม

เด็กบางคนอาจจะไม่มีอาการเศร้าซึมมาก่อนหน้านี้ก็ได้ แต่พอเริ่มเข้าโรงเรียน กลับกลายเป็นเด็กซึมเศร้า หรือชอบวิตกกังวลไปเสียได้ เรื่องของเรื่องอาจมีสาเหตุง่ายๆ คือ รู้สึกตื่นๆ กับเพื่อนร่วมห้อง คุณครู หรือสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ อยู่ แต่ถ้าผ่านไปพักใหญ่แล้วอาการเหล่านี้ยังไม่หาย คุณพ่อคุณแม่ต้องลองสาวลึกๆ ไปถึงปัญหาของการมีน้องใหม่ หรือพ่อแม่ทะเลาะกันก็ได้ เพราะสาเหตุเหล่านี้อาจส่งผลให้เด็กที่เคยร่าเริงกลายเป็นเด็กซึมเศร้าไม่เป็นสุขได้

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่เอง อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กเกิดอาการวิตกกังวล และซึมเศร้าได้ เช่น ลืม หรือไม่ได้ใส่ใจการบ้าน หรืองานที่เด็กได้มอบหมายจากทางโรงเรียน อาทิ วันนี้เด็กกลับมาบอกว่า พรุ่งนี้ครูให้เตรียมของไปทำกิจกรรม แต่คุณพ่อคุณแม่บางท่านกลับลืม หรือมองข้ามความสำคัญไป ทำให้ลูกไม่มีของชิ้นดังกล่าวไปทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ และครูที่โรงเรียน ส่งผลให้เด็กกลายเป็นคนขี้วิตกกังวล และเศร้าซึมได้

4.ฉลาดเกินไป

เด็กบางคนไม่ได้มีปัญหากับเพื่อนคนไหนๆ เพียงแต่ว่าเขาฉลาด และพึ่งตัวเองได้มากเกินไปจนทำให้ไม่ต้องพึ่งพาเพื่อนๆ เวลาเล่น เด็กที่ฉลาดมากๆ และช่วยเหลือตัวเองได้มาก มักจะไม่สนุกที่จะเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน เพราะพัฒนาการการเล่นของเขาจะไปไกลกว่าเพื่อนๆ อยู่หลายขุมทีเดียว ถ้าตราบใดที่การเล่นคนเดียวของเขาไม่เป็นปัญหากับเด็กคนอื่นๆ หรือไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนร่วมห้องคนไหนๆ เลย ก็ถือว่าปกติดี แต่ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่และคุณครูควรเข้ามาช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ด้วย เช่น ชื่นชมในความเก่งของเด็ก และบอกให้เขาใช้ความฉลาดเพื่อช่วยเหลือเพื่อนในห้องเรียน หรือฝึกให้ทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจ และไม่รู้สึกเบื่อกับการเรียนการสอนในห้องเรียน

5.ก็หนูป่วยนี่นา

โรคบางโรคอาจทำให้พฤติกรรมของลูกน้อยกลายเป็นเด็กที่ชอบเก็บตัว ไม่เล่นกับใคร หรือไม่รู้จักว่าการเล่นกับเพื่อนคนอื่นๆ นั้นควรเป็นอย่างไร เช่น กลุ่มเด็กที่เป็นออทิสติก หู หรือสายตาไม่ดี โรคเกี่ยวกับการอ่าน ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลให้เด็กไม่พร้อม หรือไม่รู้จักการรวมกลุ่มเล่นกับเพื่อนๆ สำหรับอาการที่เห็นเด่นชัดก็คือ เด็กแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมพูดจากับใคร ไม่สนใจว่าคนรอบข้างทำอะไรกันอยู่ เมื่อถูกตั้งคำถามมักไม่ค่อยตอบในทันที ชอบหลบสายตาเวลาใครมาพูดด้วย ถ้าถึงขั้นมีพฤติกรรมเหล่านี้แล้ว ควรปรึกษากุมารแพทย์ดีที่สุดครับ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ และลูกในช่วงแรกเริ่มของชีวิตลูก เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด เปรียบเสมือนรากแก้วที่หยั่งลึกในเรื่องของทักษะทางสังคมของคนเรา ถ้าพ่อแม่เลี้ยงดูลูกโดยให้ความรัก ความอบอุ่น และมีปฏิสัมพันธ์กับลูกอย่างเหมาะสมตั้งแต่แรกเกิด ลูกก็จะเติบโตเป็นคนที่เป็นมิตรกับผู้คน สามารถก้าวย่างเข้าสู่สังคมเพื่อนในโรงเรียน และมีความพร้อมสำหรับการตอบรับกับกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างราบรื่น

ที่มา http://www.manager.co.th

อ่านแล้ว 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *


กลับสู่ด้านบน
Scroll To Top