เข้าสู่ห้องเรียน

เลือกห้องเรียน

กรุณาเลือกปีที่สมัครเรียนกับทางเทรนครู

Menu

หน้าหลักเทรนครู ฟอรั่ม ห้องครูศิลปศึกษา ดนตรีและนาฏศิลป์ งานศิลปะ กับ งานฝีมือ แตกต่างกันอย่างไร?

กระทู้นี้ประกอบด้วย 1 ข้อความตอบกลับ มี 2 เสียง และอัปเดตครั้งสุดท้ายโดย ดา ดา 5 เดือน, 2 สัปดาห์ มาแล้ว

  • ผู้เขียน
    ข้อความ
  • #3380

    ดาร์วินชี่ เป็นศิลปินอัจฉริยะใช่ไหม? แน่นอน แต่เขาเกิดถูกที่ ถูกเวลา — ในช่วงก่อนยุครุ่งเรือง ซึ่งเป็นเวลาที่ศิลปินชาวตะวันตก เริ่มได้รับเครดิตในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงาน ในวัฒนธรรมอื่นๆ นอกเหนือจากวัฒนธรรมตะวันตก ลักษณะการทำงานแบบดั้งเดิม ก็มักจะได้รับความชื่นชมมากกว่าการสร้างผลงานแบบสร้างสรรค์ แล้วความแตกต่างระหว่าง งานศิลปะ กับ งานฝีมือ เกิดขึ้นมาจากอะไร? ลอร่า โมเรลี่ จะมาบอกเล่าประวัติศาสตร์ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประเมินคุณค่าของงานทัศนศิลป์ให้เราฟัง

    เมื่อได้ยินคำว่า ศิลปะ คุณนึกถึงอะไร ภาพวาดเช่นภาพ โมนานิซ่า ประติมากรรมหรือสิ่งก่อสร้างชื่อดัง แจกันผ้าคลุมเตียงพริ้วหรือไวโอลินล่ะ ผลงานเหล่านี้เราเรียกว่าศิลปะด้วยไหม หรือเรียกว่า “งานฝีมือ” แล้วมันต่างกันอย่างไร คำตอบนั้นไม่ง่ายเลย!! ช้อนหรืออานม้าซักอันอาจทำขึ้นอย่างปราณีต

    ขณะที่อนุสาวรีย๋สร้างขึ้นโดยไร้แรงดลใจ เครื่องดนตรีเองก็ใช่ว่าทุกชิ้นจะเน้นประโยชน์ใช้สอย ภาพวาดหรือรูปปั้นก็ใช่ว่าจะสร้างขึ้นเพื่อคุณค่าในตัวงานไปซะทุกชิ้น

    ถ้าเราแยกงานศิลปะออกจากงานฝีมือได้ยากนักแล้วทำไมต้องมานั่งแบ่งแบบนี้ด้วยล่ะอาจกล่าวได้มีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ทุกวันนี้เราเห็นได้ว่า ดาวินชี่ หรือ ไมเคิล แองเจิลโล่ คือ ศิลปินในตำนานและรู้แน่ว่าพวกเขามีพรสวรรค์ที่พิเศษ แต่เผอิญพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ถูกที่ ถูกเวลาด้วย

    เพราะก่อนยุคของพวกเขาไม่นาน เรื่องศิลปินยังแทบไม่มีเลย 

    ถ้าคุณบังเอิญเดินเข้าไปในห้องทำงานของยุโรปยุคกลาง ไม่ว่าจะเป็นของห้องสลักหิน ช่างทอง ช่างทำหมวกหรือช่างวาดภาพปูนเปียก ศิลปินผู้เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติตามกฏของสมาคม ทั้งนักเรียนฝึกหัดและผู้ชำนาญการ จะใช้เวลาหลายปีไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งที่ดีขึ้นและจะชี้แจงความสำเร็จไว้อย่างละเอียดเพื่อถ่ายทอดขนบไปยังรุ่นต่อไป ผู้อุปถัมภ์มองช่างเหล่านี้เป็กลุ่มมากว่าเป็นศิลปินเดี่ยว และผลงานช่างเหล่านี้ไม่ว่าเป็นแก้วมูลาโน่หรือลายลูกไม้ถัก ล้วนเป็นสิ่งแสดงสถานะทางสังคมซึ่งไม่ได้มองด้านความงามเท่านั้น แต่ยังมองถึงการแสดงออกถึงขนบบางอย่าง ลูกค้าที่ว่าช่างฝีมือให้ผลิตงาน ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ดีดีซักตัว รูปปั้นหิน สร้อยคอทองคำหรือตึกทั้งหลังกลับเป็นคนที่ได้ชื่อ มากว่ากว่าช่างออกแบบหรือช่างก่อสร้างซะอีก
    <p style=”text-align: center;”>ราวๆ คศ.1400 ผู้คนเริ่มมีเส้นแบ่งระหว่างงานศิลปะและงานฝีมือ</p>
    ในเมืองฟอเรนซ์ ประเทศอิตาลี แนวคิดใหม่ทางวัฒนธรรมซึ่งภายหลังเรียกว่า “แนวคิดมนุษยนิยมในยุครุ่งเรืองได้เริ่มก่อตัวขึ้น กลุ่มนักคิดเรื่องรูปปั้นแนวกรีกและโรมันแบคลาสสิคแนวใหม่ โดยให้คุณค่ากับความคิดสร้างสรรค์ของแต่บุคคลมากว่าผลิตงานเป็นกลุ่ม

    ผู้กล้าหาญจำนวนหนึ่งที่ได้รับเงินค่าจ้างเป็นตารางฟุต ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาก็เรียกร้องได้สำเร็จให้ผู้อุปถัมภ์จ่ายค่าจ้างตามคุณค่าของงานมากกว่าขนาดพื้นที่

    ทัศนคติของคนรุ่นถัดมาต่อผลงานผู้สร้างงานนั้นๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น ปี ค.ศ. 1550 จิออจิโอ โรซารี เพื่อนของไมเคิล แอลเจิลโล ได้พิมพ์หนังสือที่มีอิทธิพลมากชื่อว่า “ชีวิตสุดยอดนักวาดภาพ ประติมากรและสถาปนิก” เป็นการยกระดับบุคคลในอาชีพสร้างสรรค์ให้กลายเป็นดาราดังด้วยการบอกเล่าเรื่องราวถึงประวัติส่วนตัวที่น่าสนใจถึงตอนนี้คนมองว่า ภาพเขียน ประติมากรรม สถาปัตยกรรม มันคือ “ศิลปะ” ผู้ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ความสวยงามเหล่านั้นเรียกว่า “ศิลปิน” ขณะเดียวกันคนจะเรียกกลุ่มที่ทำตามกฏเกณของสมาคมอยู่อย่างซื้อสัตย์ผลิตเทียน เครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับทองคำหรือประตูเหล็กอันปราณีตว่า “ช่างฝีมือ” งานพวกเขาก็ถือเป็นงานจุลศิลป์หรือมัณฑณศิลป์ซึ่งแสดงถึงสถานะที่ต่ำกว่าแตกต่างระหว่าง งานฝีมือและศิลปะ เพิ่มมากขึ้นในโลกตะวันตก

    ดังนั้นถ้าเราบอกว่าภาพว่าของ แรม แบลงค์ หรือ ปีกัสโซ่ เป็นผลงานศิลปะ แล้วทำไมหน้ากากแอฟริกัน เครื่องปั้นดินเผาจีน พรมเดวาโฮถึงไม่เป็นล่ะ

    คำตอบก็คือ ตามแนวคิดประวัติศาสตร์ศิลป์คุณค่าของงานที่สร้างสรรค์ขึ้นสิ่งใหม่จะได้รับยกเว้นมากกว่าเป็นกฏ

    นักประวัติศาสตร์ศิลป์ในศตวรรษที่ 19 ได้เห็นว่าศิลปะที่ไม่ใช่ของชาวตะวันตกนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยนับ พันๆ ปี พวกเขาจัดศิลปะหล่านี้ให้อยู่ใน “ศิลปะแบบดั้งเดิม” เป็นการชี้นำว่าผู้ผลิตเหล่านี้ไม่สามารถสร้างชิ้นงานแบบใหม่ๆได้ พวกเขาจึงไม่ใช่ศิลปิน สิ่งที่นักประวัติศาสตร์ศิลป์ในยุคนั้นไม่ได้นึกถึงก็คือ ผู้ผลิตผลงานเหล่านี้ไม่ได้อยากคิดผลิตผลงานใหม่เลย เพราะคุณค่างานของพวกเขาคือการสือบทอดงานกันมาแทนที่จะไปเปลี่ยนมัน ในช่วงหลาย 10 ปีที่ผ่านมา งาน่นผ้าคุมเตียงพริ้ว เครื่องปั้นดินเผาและงานแกะสลักไม้ ได้มีบทบาทมากขึ้นทั้งในประวัติศาสตร์ศิลปะและพิพิธภัณธ์เคียงข้างมากับภาพวาดและประติมากรรม บางทีอาจถึงเวลาที่เราต้องเลิกใชคำกำกวม อย่างงานศิลปะหรืองานฝีมือ แล้วหันมาใช้คำอย่าง “ทัศนศิลป์” ที่ให้ความหมายด้านสุนทรียศาสตร์อย่างกว้างๆ เพราะ้ทายสุดแล้ว ความนิยมของเราต่อผู้ผลิตสิ่งของเหล่านั้นยังอิงอยู่กับประวัติศาสตร์ ศิลปะและความหมายของมันก็ย่อมเป็นไปตามความคิดเห็นของผู้ชมแต่ละคน….

    Cr.Laura Morelli

    source : https://ed.ted.com/lessons/is-there-a-difference-between-art-and-craft-laura-morelli

     

  • #4536
    ดา
    ดา
    Participant

    ขอบคุณมากเลยค่ะ

คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อตอบกลับกระทู้นี้

ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทุกประเด็น เพียงสมัครสมาชิกกับ “เทรนครู”

กลับสู่ด้านบน
Scroll To Top